“สรอรรถ ดาบบัง” : เหรียญเงินซีเกมส์ 100 เมตร

“สรอรรถ ดาบบัง” : เหรียญเงินซีเกมส์ 100 เมตร ที่แฝงด้วยมิตรภาพระหว่างเขากับ “ภูริพล บุญสอน”

“บิว พี่ได้ที่ 2 พี่ได้เหรียญเงิน บิววววว”

สิ้นเสียงตะโกนที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์แห่งความสะใจ .. “บิว” ภูริพล บุญสอน และ “ต้า” สรอรรถ ดาบบัง สองนักวิ่งก็โผเข้าสวมกอดกันอย่างแนบแน่น

รายแรกคือเด็กมหัศจรรย์วัย 16 ปีที่โชว์ฟอร์มสะท้านอาเซียน กวาด 3 เหรียญทองในศึก ครั้งที่ 31 ขณะที่รายหลังเป็นนักวิ่งรุ่นพี่ในฐานะเดี่ยวมือ 2 ที่เข้าเส้นชัยตามมาติดๆ และคว้าเหรียญเงินในประเภท 100 เมตรชายไปครอง

นาทีนั้น แม้เหรียญเงินของสรอรรถจะถูกบดบังด้วยรัศมีความร้อนแรงจากผลงานของเจ้าลมกรดแห่งอาเซียนคนใหม่ แต่สำหรับเจ้าตัวแล้ว เหรียญนี้ล้วนเปี่ยมไปด้วยความหมายและแฝงด้วยมิตรภาพระหว่างเขากับรุ่นน้องรายนี้ที่อายุห่างกัน 3 ปี

การพบกันของทั้งคู่ได้กลายเป็นแรงกระตุ้นผลักดันซึ่งกันและกัน พร้อมเปลี่ยนให้เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เคยเกือบจะถอดใจจากการเป็นนักวิ่งฮึดสู้จนพัฒนาฝีเท้าสู่ระดับอาเซียนได้สำเร็จ เว็บพนัน

Main Stand จึงอยากพาผู้อ่านไปพบกับเรื่องราวแห่งมิตรภาพที่เกิดขึ้นระหว่าง 2 นักวิ่งทีมชาติไทย “ต้า” สรอรรถ ดาบบัง และ “บิว” ภูริพล บุญสอน

จากเด็กเกเรสู่นักวิ่งทีมชาติ

ที่สนามหมี ดิ่งห์ สเตเดียม สังเวียนชิงชัยศึกวิ่ง 100 เมตรชายรอบชิงชนะเลิศ สปอตไลต์ทุกดวงต่างฉายแสงจับจ้องไปที่ “บิว” ภูริพล บุญสอน นักวิ่งหนุ่มมหัศจรรย์ที่กำลังไล่ล่าเหรียญทองที่ 3 ของตัวเองในทัวร์นาเมนต์นี้

พลันชั่วพริบตา เด็กหนุ่มวัย 16 ปีก็ใช้เวลาเพียง 10.44 วินาทีสืบเท้าเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก คว้าเหรียญทองไปครองได้ตามความคาดหมาย แน่นอนว่าสายตาทุกคู่ สำนักข่าวทุกช่อง ต่างพร้อมใจหันไปโฟกัสไปที่ความยอดเยี่ยมของภูริพลกันถ้วนหน้า เพื่อหวังเปิดปากเจ้าตัวถึงความสำเร็จในครั้งนี้

ในระหว่างที่ภูริพลยืนให้สัมภาษณ์อยู่คนเดียวเกือบ 5 นาที จู่ๆก็มีนักวิ่งไทยอีกรายวิ่งเข้ามาตะโกนด้วยเสียงแห่งความสะใจ .. “บิว พี่ได้ที่ 2 พี่ได้เหรียญเงินบิววววว” .. ก่อนที่ทั้งสองคนจะโผเข้ากอดกันด้วยสีหน้าแห่งความปลื้มปิติ แล้วเจ้าของเสียงคนนั้นก็เดินจากไป เขาคนนั้นก็คือ “ต้า” สรอรรถ ดาบบัง ที่เข้าเส้นชัยมาเป็นอันดับ 2 ด้วยเวลา 10.55 วินาที

หลังจากที่กอดแสดงความยินดีร่วมกันในชั่วพริบตา สรอรรถก็ฉากตัวหนีออกไปจากหน้ากล้องทันทีเพื่อปล่อยให้รุ่นน้องได้สัมภาษณ์กับสื่ออย่างเต็มอิ่ม

“ตอนเข้าเส้นชัย ผมยังไม่รู้เลยว่าตัวเองได้ที่เท่าไหร่ จะติดเหรียญไหม เพราะมันเบียดกันเข้า โค้ชก็บอกให้ผมถือธงชาติไปอยู่หน้ากล้องกับน้อง แต่ผมก็ไม่กล้าไป เพราะยังไม่รู้ว่าตัวเองได้ที่เท่าไหร่ รออยู่เกือบ 5 นาที พอรู้ว่าตัวเองได้อันดับ 2 ก็วิ่งตะโกนเข้าไปหาน้องเลย น้องก็ดีใจกับผมไปด้วย” สรอรรถ กล่าว

หากชำเลืองไปดูสถิติก็คงจะไม่แปลกใจว่าทำไมเจ้าตัวถึงกู่ร้องดีใจขนาดนั้น เพราะเหรียญเงินที่ต้าคว้ามาได้นั้นทำเวลาเฉือนชนะอันดับ 3 อย่าง มาร์ค ไบรอัน หลุยส์ จากสิงคโปร์ เพียงแค่ 0.01 วินาทีเท่านั้น

แม้จะเป็นเหรียญเงินที่ใครอาจจะมองข้ามผ่านเลยไป แต่สำหรับสรอรรถแล้ว เหรียญนี้ล้วนมีความหมายและแฝงเรื่องราวมากมาย ที่สำคัญยังมีความเกี่ยวพันกับ “บิว” ภูริพล รุ่นน้องในทีมชาติด้วยเช่นกัน

เมื่อครั้งวัยรุ่น ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เด็กหนุ่มจากอําเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี เกือบจะทิ้งโอกาสในการมาเป็นนักวิ่งทีมชาติไทยไปแล้ว เพราะแม้จะอาศัยโควตาพิเศษในการเล่นกีฬาเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนประจำจังหวัดสิงห์บุรี แต่ด้วยความเกเรไม่เข้าเรียน ทำให้เขาต้องออกจากโรงเรียนไปตอน ม.4 และดร็อปเรียนไปเกือบ 1 ปีเต็ม ก่อนจะเข้าศึกษาต่อในสาขาอาชีพที่วิทยาลัยเทคนิคสิงห์บุรี แห่งที่ 2

“ผมเข้าเรียนด้วยความสามารถพิเศษด้านกีฬาก็จริง แต่ส่วนตัวผมก็ไม่ได้ชอบวิ่งอะไรมากมาย ซ้อมบ้างไม่ซ้อมบ้าง ยิ่งพอย้ายมาเรียนที่วิทยาลัยเทคนิคสิงห์บุรีก็แทบจะไม่มีเพื่อนๆคนไหนวิ่งหรือเล่นกีฬาด้วยเลย วันๆก็ไม่มีอะไรทำ เรียนเสร็จก็กลับบ้าน” สรอรรถ วัย 19 ปี ย้อนความหลัง

“พอวันนึงมีการจัดแข่งกีฬาอาชีวะเกมส์ ที่รวมนักเรียนอาชีวะทั่วประเทศมาแข่งขันกัน ผมอยู่ว่างๆเลยเสนอตัวขอครูลองไปแข่งดู ก่อนแข่งก็ซ้อมคนเดียว ศึกษาจากคลิปวิดีโอเอา ดูคลิปวิ่งคลิปปล่อยตัวของนักวิ่งต่างประเทศ แล้วขอครูฝึกตามคลิปเอาเอง เพราะทางโรงเรียนเขาเน้นสนับสนุนด้านการเรียนมากกว่า”

“แต่พอไปแข่งกลับทำผลงานได้ดี ได้เหรียญทอง 100 เมตร และเหรียญเงิน 200 เมตร เลยเริ่มคิดว่าน่าจะเอาดีด้านนี้ได้ เลยเริ่มซ้อมจริงจังมากขึ้น จนมีวันที่ทางสมาคมกรีฑาแห่งประเทศไทยเปิดคัดเลือกหานักกีฬาไปแข่งเยาวชนเอเชีย ผมก็ลองไปคัดดู พอไปคัดผมก็ได้อันดับ 1 ทำเวลาได้ 10.99 วินาที ก็ได้เข้าไปเก็บตัวในแคมป์ทีมชาติ”

ถึงแม้จะได้เข้าไปฝึกซ้อมในแคมป์ทีมชาติ แต่ก็เป็นอีกครั้งที่ต้าไม่ได้เอาจริงเอาจังกับโอกาสที่ได้รับ เขาพยายามหนีกลับบ้านหรือหาข้ออ้างที่จะออกจากแคมป์อยู่ตลอด บางครั้งก็หายไปเป็นอาทิตย์ บางครั้งหายไปเป็นเดือน แต่ทางสมาคมก็ยังใจดีพร้อมที่จะให้โอกาสเจ้าตัวได้กลับมาตลอด

แน่นอนว่าพฤติกรรมเช่นนี้ ทำให้เขาไร้ซึ่งการพัฒนา และเมื่อฝีเท้าไม่กระเตื้อง สถิติไม่ดีขึ้น ทางสมาคมก็ไม่เลือกที่จะส่งเจ้าตัวลงแข่งขัน จนเขาต้องซ้อมไปวันๆอยู่เกือบ 3 ปีเต็ม

“เวลาซ้อมกับรุ่นพี่ก็แพ้เขา เทสต์ก็แพ้ ออกสตาร์ทบล็อกก็แพ้ ทำอะไรก็แพ้ทุกอย่าง จนวันนึง จู่ๆก็มีความคิดผุดขึ้นมา เราอยากชนะบ้างว่ะ ไม่อยากแพ้แล้ว อยากได้ไปแข่งกับเขาบ้าง ซ้อมอย่างเดียวมันน่าเบื่อ เหมือนอยู่ไปวันๆ เลยอยากลองอีกสักที เพราะคิดย้อนกลับไปก็รู้ว่าเป็นเพราะตัวเองไม่ตั้งใจเลยต้องเป็นแบบนี้ เลยเริ่มตั้งใจซ้อมจริงจังมากขึ้น แต่สภาพร่างกายเราซ้อมหนักได้ไม่เท่าพี่ๆ เพราะไม่เคยซ้อมหนักมาตั้งแต่เด็ก ก็เลยต้องค่อยเป็นค่อยไป”

หลังจากที่ตัดสินใจมุ่งมั่นในเส้นทางที่เลือก ผลงานของสรอรรถก็ดีขึ้นตามลำดับจนไปเข้าตาผู้ใหญ่และได้รับโอกาสส่งไปแข่งขันในรายการต่างๆมากขึ้น ก่อนจะคว้าเหรียญทองระยะ 100 เมตรในศึกชิงแชมป์ประเทศไทยมาครอง พร้อมขึ้นแท่นเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆของทีมในประเภทนี้

กระทั่งกลางปี 2021 ความท้าทายครั้งใหญ่ก็ได้เข้ามาเผชิญหน้าเจ้าตัวอย่างจัง จากการปรากฏกายของเด็กหนุ่มที่ชื่อ “บิว” ภูริพล บุญสอน ที่เข้ามาเป็นแคนดิเดตในแคมป์ทีมชาติร่วมกับเขา

มิตรภาพพี่น้อง

“แวบแรกที่เห็นคือมันน่าตกใจมาก เด็กอายุแค่ 16 แต่วิ่งแล้วดูมีพลัง วิ่งเหมือนไม่มีอะไร แต่เร็ว เด้งดึ๋งเด้งดึ๋งไป แต่เร็วมาก” สรอรรถ เผยถึงวินาทีแรกที่ได้เห็นภูริพลวิ่งในแคมป์ทีมชาติ

การปรากฏตัวของบิวแม้จะทำให้โอกาสของต้าในการเป็นตัวแทนทีมชาติไทยดูเหมือนจะริบหรี่ลง แต่ครั้งนี้เขาพร้อมแล้วที่จะสู้ท้าทายและไม่ยอมถอดใจเหมือนที่ผ่านมา พร้อมแปรเปลี่ยนมันให้กลายเป็นแรงกระตุ้นให้ตัวเองพุ่งสูงขึ้น

“ผมไม่รู้สึกกดดันเลย ยินดีกับน้องตลอด น้องมันเก่งจริง ผมพูดกับทุกคนแบบนี้ตลอด ไม่มีความอิจฉาหรือมองน้องเป็นคู่แข่งหรืออะไรเลย กลับกันน้องยังเป็นแรงผลักให้ผมอยากจะทำเวลาให้ดีขึ้นด้วยซ้ำ ผมจะคอยดูตลอดดูว่าน้องวิ่งยังไง เวลาซ้อมน้องทำยังไง ดูแลตัวเองยังไง ศึกษาดูวิธีการน้อง แต่ก็ไม่ได้วิ่งสเต็ปเดียวกันเป๊ะๆ”

“เวลาซ้อมตอนออกบล็อก ผมกับน้องถือว่าสูสีเลย ไม่ได้มีใครแซงใคร คู่คี่มาตลอด แต่น้องจะได้ช่วงปลายที่ฉีกหนีเราได้ แต่ผมก็ไม่ยอมแพ้ ผมพยายามเร่งตามน้องให้ทัน น้องเองก็พยายามหนีผมให้ไกลขึ้นไปอีก ผมมองว่ามันเหมือนเป็นการผลักดันกันและกัน เหมือนที่เขาพูดกันว่า ถ้ามีคนเก่งในทีมมันจะพาคนที่ไม่เก่งพยายามดึงตัวเองให้เก่งขึ้นให้ได้ อันนี้เรื่องจริงเลย” ต้า เปิดใจด้วยน้ำเสียงที่มีความสุข

แรงผลักดันที่ทั้งคู่มีต่อกันได้แปรเปลี่ยนเป็นผลงานที่ดีขึ้นตามลำดับ บิวโชว์ความมหัศจรรย์ด้วยการทำลายสถิติประเทศไทย 2 รายการซ้อนทั้ง 100 เมตร ด้วยเวลา 10.19 วินาที และ 200 เมตร เวลา 20.58 วินาที ในกีฬาแห่งชาติเมื่อเดือนมีนาคม 2022

ส่วนรุ่นพี่อย่างต้าก็ไม่น้อยหน้า เดือนถัดมาเขาสามารถคว้าแชมป์ 100 เมตรในศึกกรีฑาชิงแชมป์มุ่งกีฬาซีเกมส์ ด้วยเวลา 10.20 วินาที เพียงแต่ในการแข่งขันมีลมช่วยเกินมาที่ 3.7 m/s จึงไม่ถูกบันทึกเป็นสถิติอย่างเป็นทางการ ก่อนที่ทั้งคู่จะควงแขนกันเป็นตัวแทนประเทศไทยลุยศึกซีเกมส์ในฐานะมือวางอันดับ 1 และ 2 ในระยะ 100 เมตร ซึ่งสำหรับต้า นอกจากจะเป็นการได้ไปแข่งที่ต่างประเทศครั้งแรกแล้ว ยังเป็นการขึ้นเครื่องบินครั้งแรกในชีวิตด้วยเช่นกัน

นอกจากในสนามจะเป็นแรงกระตุ้นให้กันแล้ว นอกสนามทั้งคู่ก็สนิทสนมกันเป็นอย่างดี โดยต้าเล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่บิวเข้ามาในแคมป์ทีมชาติ ก็เริ่มสนิทกันมากขึ้นเรื่อยๆ กินข้าวด้วยกัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน เล่นกีตาร์ร้องเพลงด้วยกัน คอยพูดคุยปรึกษาดูแลกันอยู่ตลอด รวมถึงในซีเกมส์ที่เวียดนามครั้งนี้